การใช้อินเตอร์เน็ตอย่างไรให้ปลอดภัย 

1. หลีกเลี่ยงการเปิด E-mail จากคนที่ไม่รู้จัก หรือมีข้อความใน Subject เช่น Hi, Hello, I Love You เพราะส่วนใหญ่จะมีไวรัสติดมาด้วย แต่หากเปิดแล้วพบ attachment ที่มีนามสกุล เช่น .exe, .src, .bat เป็นต้น ก็ไม่ควรเปิดหรือ double click เช่นกัน

2. Disable AutoComplete (เหมาะสำหรับผู้ที่ใช้บริการ Internet Cafe’) โดยทำตามขั้นตอนดังนี้

  • ไปที่ Tools > Internet Options > Content Tab > Auto Complete
  • คลิกให้เครื่องหมายถูกหายไปทุกช่อง
  • คลิก Clear Forms และ Clear Passwords
  • คลิก OK เพื่อลบข้อมูลที่เราเคยกรอกแบบฟอร์มในเว็บ เพราะมีข้อความขึ้นมาให้อัตโนมัติ
3. ลบ Temporary Internet Files หลังจากที่ใช้งาน
  • ไปที่ Tools > Internet Options > General Tab > Delete Cookies > OK
  • ลบอีกที่หนึ่ง คือ General > Delete Files > เลือก Offline Contents > OK
  • หรืออีกวิธีหนึ่ง คือ ตั้งให้ Browser ลบทุกครั้งที่ปิด Program โดย
  • ไปที่ Tools > Internet Options > Advanced Tab > Scroll Down ลงมาที่หมวด Security
  • คลิกเลือก Empty Temporary Internet Files folder when browser is closed > OK
4. เปิด Firewall ให้ช่วยป้องกันการโจมตีของ Hacker
  • ไปที่ Start Menu > Settings > Control Panel > Windows Firewall คลิก On (recommended) > OK (เฉพาะ Window XP)


เปรียบเทียบ Social Media และ Traditional Media


“Social Media” 

        สังคมออนไลน์ที่มีผู้ใช้เป็นผู้สื่อสาร หรือเขียนเล่า เนื้อหา เรื่องราว ประสบการณ์ บทความ รูปภาพ และวิดีโอ ที่ผู้ใช้เขียนขึ้นเอง ทำขึ้นเอง หรือพบเจอจากสื่ออื่นๆ แล้วนำมาแบ่งปันให้กับผู้อื่นที่อยู่ในเครือข่ายของตน ผ่านทางเว็บไซต์ Social Network ที่ให้บริการบนโลกออนไลน์  ปัจจุบัน การสื่อสารแบบนี้ จะทำผ่านทาง Internet และโทรศัพท์มือถือเท่านั้น เนื้อหาของ Social Media โดยทั่วไปเปรียบได้หลายรูปแบบ ทั้ง กระดานความคิดเห็น (Discussion boards), เว็บบล็อค (Weblogs), วิกิ (wikis), Podcasts, รูปภาพ และวิดีโอ  ส่วนเทคโนโลยีที่รองรับเนื้อหาเหล่านี้ก็รวมถึง เว็บบล็อค (Weblogs), เว็บไซต์แชร์รูปภาพ, เว็บไซต์แชร์วิดีโอ, เว็บบอร์ด, อีเมล์, เว็บไซต์แชร์เพลง, Instant Messaging, Tool ที่ให้บริการ Voice over IP เป็นต้น
– เว็บไซต์ที่ให้บริการ Social Media หรือ Social Network
  • Google Group : เว็บไซต์ในรูปแบบ Social Networking

Google Group

  • Wikipedia : เว็บไซต์ในรูปแบบข้อมูลอ้างอิง

Wikipedia

  • Facebook : เว็บไซต์ในรูปแบบ Social Networking

Facebook

  • Flickr : เว็บไซต์แชร์รูปภาพ


“Traditional Media”

       สื่อจำพวกโทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ โดยเป็นการสื่อสารทางเดียว (one-way communication) กล่าวคือ ผู้รับสารไม่สามารถที่จะมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น ความรู้ของตน และความทันสมัยยังล่าช้าเมื่อเทียบกับ “Social Media” ด้วยเหตุผลนี้เองทำให้สื่อประเภทนี้ได้รับความนิยมลดลงในปัจจุบัน

การเปรียบเทียบ Social Media และ Traditional Media


ประโยชน์ของ Weblog ในแวดวงธุรกิจ 

ปัจจุบันนี้ บริษัทชั้นนำต่าง ๆ ของโลก ได้หันมาจับตามอง Blog ซึ่งเป็นรูปแบบของการ Marketing แบบใหม่ เนื่องจาก Blogger จะมีความใกล้ชิดสนิทสนมกับผู้อ่าน Blog สูงมาก เนื่องจากทั้งสองสามารถโต้ตอบกันได้โดยตรง การที่ใช้ Blog มาเป็นเครื่องมือทางการตลาดนั้น อาจเรียกได้ว่าเป็น Buzz Marketing บางบริษัทอาจเลือกเจ้าของ Blog ให้เป็น presenter ให้กับผลิตภัณฑ์ของตนเอง เช่นเสนอสินค้า ให้เจ้าของ Blog นำไปเขียนวิจารณ์หรือเขียนถึงใน Blog ของตนเป็นต้น
บางบริษัทใช้ Blog เพื่อเป็นเครื่องมือสื่อสาร หรือ PR ข่าวสารขององค์กร โดยการใช้ Blog เพื่อประกาศข่าวสารนั้น จะดูมีความเป็นกันเองและเข้าถึงลูกค้าได้อย่างเป็นมิตร เพราะเนื่องจากลูกค้าสามารถกาก comment หรือสื่อสารกับเจ้าของ Blog ได้ทันที ทำให้บริษัทเอง จะได้ประโยชน์จากคำแนะนำที่ตรงไปตรงมาของลูกค้าอีกด้วย บริษัทชั้นนำต่างเลือกที่จะใช้ Blog มาเป็นเครื่องมือทางการตลาดกันแล้ว โดยบางแห่งใช้ทั้ง Blog อย่างเป็นทางการของบริษัท แถมยังเปิดให้พนักงานได้เขียน Blog ของตนเองอีกด้วย โดยวิธีการนี้นับเป็นการทำการตลาดโดยการสร้างการรับรู้ตราสินค้า (Brand) โดยทางอ้อม

นอกเหนือจากองค์กรธุรกิจแล้ว บุคคลที่ทำงานคนเดียวหรือเป็นกลุ่ม สามารถใช้ Blog เพื่อเป็นการเผยแพร่ผลงาน หรือขายสินค้าของตนได้อีกด้วยเช่น ช่างภาพ, ศิลปิน, นักออกแบบ, นักเขียน, นักวาดการ์ตูน, ร้านค้า, ฯลฯ


Google Apps

       Google Apps คือ วิธีการจัดการข้อมูลทุกชนิดสำหรับ บริษัท, องค์กร, ธุรกิจ, กลุ่ม, ชมรม ของท่าน เพื่อให้ “ข้อมูล” ต่างๆ สามารถ “เข้าถึงได้ง่าย” (Accessible) และ “คงทนถาวร” (Durability) มากที่สุด ซึ่งภายใน Google Apps นั้น ประกอบไปด้วยโปรแกรมต่างๆ ภายในดังนี้

  • Google Mail: จัดเก็บ รับ-ส่ง จดหมาย (E-mail) สำหรับองค์กรของท่าน สามารถใช้ Domain ของบริษัทท่านเป็น E-mail ได้ และปลอดภัยจากอีเมลล์ขยะ (Spam Filter)
  • Google Calendar: แบ่งปัน นัดหมายส่วนตัวของคนในองค์กร และใช้เป็นปฏิทินกลาง สำหรับแจ้งข้อมูลการเข้าประชุม, กำหนดการส่งของ และอื่นๆ ได้อย่างสร้างสรร
  • Google Docs: แชร์เอกสารทั้ง Word, Excel และ PPT เพื่อให้พนักงานในองค์กรสามารถ อ่านข้อมูล หรือแก้ไข ได้พร้อมๆ กัน แบบ Real-time
  • Google Sites: เว็บเพจกลางสำหรับใช้ภายในบริษัท (Intranet) เพื่อส่งข่าว หรือประกาศสำคัญๆ ต่างๆ หรือ ฐานข้อมูลความรู้ (Knowledge Base) เพื่อให้พนักงานเข้าถึงได้
        – ประโยชน์ของ Google Apps
         มีความสามารถในการทำงานร่วมกับโปรแกรมต่างๆได้อย่างลงตัว เช่นการใช้งาน Gmail ร่วมกับ Google Docs หรือ Google Calendar นอกจากนั้นผู้ใช้งานยังสามารถใช้เครื่องมือต่างๆได้อย่างเต็มที่และยังมีฟังก์ชัน API (Application Programming Interface) ให้เราสร้างโปรแกรมเพื่อใช้ติดต่อกับ Google Apps ได้อีกด้วย
         – การใช้งาน Google Apps


Cloud Computing

       Cloud Computing คือ การประมวลผลที่อิงกับความต้องการของผู้ใช้ โดยผู้ใช้สามารถระบุความต้องการไปยังซอฟต์แวร์ของระบบ Cloud Computing จากนั้นซอฟต์แวร์จะร้องขอให้ระบบจัดสรรทรัพยากรและบริการให้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้ โดยระบบสามารถเพิ่มหรือลดจำนวนทรัพยากรให้พอเหมาะกับความต้องการของผู้ใช้ โดยที่ผู้ใช้ไม่ต้องทราบการทำงานเบื้องหลังว่าเป็นอย่างไร เพียงแค่เชื่อมต่อกับระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ต โดยไม่ต้องสนใจว่าทรัพยากรที่ใช้อยู่นั้นมาจากต่างที่ต่างระบบเครือข่าย ทั้งที่อยู่ใกล้ ๆ หรือไกลออกไป เป็นการใช้ทรัพยากรภายในเครือข่ายขนาดใหญ่ จึงใช้สัญลักษณ์รูปก้อนเมฆแทนที่ตั้งของทรัพยากรคอมพิวเตอร์ทั้งหมดที่มีไว้ให้บริการโดยผู้ให้บริการบุคคลที่สามแทน

Cloud Computing ถือเป็นนวัตกรรมใหม่ของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เป็นระบบที่พัฒนามาเพื่อแก้ไขจุดอ่อนที่ระบบไอทีปัจจุบันที่ไม่สามารถรองรับโลกยุคของ Web 2.0 และ 3.0 ได้มากพอ  มีรูปแบบการประมวลผลแบบใหม่ของคอมพิวเตอร์และพัฒนาขึ้นเพื่อตอบสนองรูปแบบการทำงานและใช้งานระบบสารสนเทศผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต  ระบบประมวลผลและโครงสร้างที่มีขนาดใหญ่เพื่อรองรับจำนวนผู้ใช้งานจำนวนมหาศาลทั่วโลก  สามารถเข้าไปใช้งานแหล่งทรัพยากรเหล่านี้ร่วมกันโดยผ่านโปรแกรมประยุกต์  ซึ่ง Cloud Computing  แตกต่างจากการประมวลผลของระบบ Cluster Computing  และ Grid  Computing

        – ประโยชน์ของ Cloud Computing ในแวดวงธุรกิจ

        เทคโนโลยี Cloud Computing ถูกนำมาประยุกต์ใช้กับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน สถาบันการศึกษา ทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างกว้างขวางมากขึ้น ประโยชน์ของ Cloud Computing มีอยู่หลายด้านที่โดดเด่นก็คือ เป็นการนำเทคโนโลยีสารสนเทศไปประยุกต์ใช้ใน “เชิงธุรกิจ” อย่างแพร่หลายซึ่งไม่จำเป็นต้องลงทุนสูง อีกทั้งยังสามารถสร้างความปลอดภัยของระบบไอทีให้กับหน่วยงานและผู้ใช้งานได้เป็นอย่างดี Cloud Computing  จะกลายเป็นเทคโนโลยีที่เข้ามามีบทบาทอย่างยิ่งต่อการเปลี่ยนแปลงระบบไอทีในอนาคต ด้วยแนวโน้มและเหตุผลหลักดังนี้

  • แนวโน้มที่สังคมออนไลน์มีจำนวนผู้ใช้งานเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว

ปัจจุบันการเพิ่มจำนวนประชากรบนสังคม Online Social Network มีจำนวนสูงขึ้น  โดยผู้ใช้หลายล้านคนจากทั่วทุกมุมโลก Social Network ที่เรารู้จักกันดี เช่น Twitter,  Hi5, Myspace,  Facebook  เป็นต้น   ทำให้เริ่มมีการนำเว็บแอพพลิเคชั่นรูปแบบดังกล่าวมาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน  โดยผ่านเทคโนโลยี Cloud Computing โดยข้อมูลดังกล่าวจะถูกนำไปบริหารจัดการและวิเคราะห์เพื่อนำไปใช้งานเพื่อประโยชน์ในเชิงธุรกิจ หรือ ต่อยอดให้กับธุรกิจ  ดังนั้นจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้มีความต้องการใช้มากยิ่งขึ้น  เพื่อใข้ในการประมวลผลข้อมูลอย่างรวดเร็ว โดยดึงประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานไอทีที่มีอยู่มาใช้งานได้อีกด้วย

  • รูปแบบการประมวลผลรูแบบใหม่ในการลดภาวะโลกร้อน

ปัญหาโลกร้อนและค่าใช้จ่ายของพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ หน่วยงานภาครัฐและเอกชน รวมถึง สถาบันการศึกษา   ให้ความสำคัญต่อการลดพลังงานและโลกร้อน ประโยชน์ของ Cloud computing  ในด้านนี้คือ ช่วยลดการใช้พลังงานในการประมวลผลในระบบไอทีได้  หรือนำพลังประมวลผลส่วนเกินที่เกิดขึ้นระหว่างการทำงานภายในระบบคอมพิวเตอร์ไปใช้ประโยชน์ในด้านอื่น ๆ ช่วยให้เป็นการประหยัดพลังงาน

  • ความต้องการสร้างสรรค์และพัฒนาเทคโนโลยีรูปแบบใหม่ของหน่วยงานภาคเอกชน

ปัจจุบันการแข่งขันทางธุรกิจค่อนข้างรุนแรง  องค์กรหลายแห่งต่างให้ความสำคัญในเรื่องของการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่และนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างความแตกต่างขององค์กร แนวโน้มการให้ความสำคัญต่อการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศ ตลอดจนการสร้างสรรค์นวัตกรรมดังกล่าว ถือเป็นการกระตุ้นให้มีการนำระบบ Cloud Computing ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อธุรกิจ

  • ความต้องการใช้งานซอฟท์แวร์ที่มีประสิทธิภาพ

 ปัจจุบันเทคโนโลยีมีความสลับซับซ้อนสำหรับผู้ใช้งาน   ผู้ให้บริการทางด้านไอทีจึงพัฒนาเทคโนโลยี Cloud Computing เพื่อนำเสนอบริการทางด้านซอฟต์แวร์ โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจองค์กรขนาดกลางหรือขนาดย่อม (SME)   นอกจากเป็นการนำไอทีไปใช้งานทำได้ง่ายยิ่งขึ้น   องค์กรนั้น ๆ ก็จะได้รับประโยชน์จากการใช้ซอฟต์แวร์ที่ทันสมัยอยู่เสมอ ลดความยุ่งยากและลดต้นทุนค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการในส่วนของบำรุงรักษาและพัฒนาเวอร์ชั่นของซอฟต์แวร์ต่าง ๆ  ได้อีกด้วย

  • ความต้องการจัดระเบียบข้อมูลให้มีประสิทธิภาพ

ปัจจุบัน Search engine ช่วยให้เราสามารถค้นหาข้อมูลที่ต้องการได้สะดวกและรวดเร็วกว่าในอดีต  การหาข้อมูลต่าง ๆ ทำได้ง่ายขึ้น   แต่เนื่องจากปัจจุบันปริมาณข้อมูลในเว็บที่เพิ่มขึ้นมากมายมหาศาลทุกวัน  ไม่ว่าจะเป็น file ประเภทต่างๆ มีการ Upload และ Download จากผู้ใช้งานทั่วโลกเป็นจำนนมาก  จึงจำเป็นต้องมีการพัฒนาประสิทธิภาพในการจับเก็บข้อมูลดังกล่าวให้มีประสิทธิภาพ   ซึ่งลักษณะเด่นอีกอย่างหนึ่งของการประมวลผลแบบ Cloud Computing นั้น คือความสามารถจัดระเบียบของจำนวนข้อมูลให้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบริหารจัดการและจัดเก็บข้อมูลหลากหลายประเภท   ซึ่งช่วยให้การค้นหาและเข้าถึงข้อมูลของผู้ใช้ทำได้เร็วและถูกต้องแม่นยำ กว่าเดิม