นางสาวผกามาศ นวลจันทร์ 53040730 เทคโนโลยีการจัดการ วิทยาลัยการบริหารและจัดการ กลุ่ม 1 ชั้นปีที่ 3

Assignment : Search Engine Exercise 1-6

Exercise 1

1. Which queries would match a page containing “GoogleGuide”?

a. guide
b. leg
c. googleguide
d. GoogleGuide
e. google

2. Which words the following query will find:

a. non-profit
non-profit, non profit, nonprofit

b. non profit
non profit, nonprofit

c. Nonprofit
nonprofit

Exercise 2

1. How many square kilometers are 1000 acres?

4.04686 kilometers

2. What is patent 5123123 about?

Bathtub overflow control device

Patent 5123123 – Bathtub overflow control device

3. How was the Polish city B ILGORAY spelled in Hebrew in a picture of a page from a book written there?

bʲiwˈɡɔraj

4. Find a paper by Ericson about the effects of anti-depressants during pregnancy.

http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/10501819

5. Find a list of restaurants and synagogues less than a mile far from the Holiday Inn Crowne Plaza at San Francisco Union Square.

Restaurant
1.  Farallon
2. Sears Fine Food
3. Lori’s Diner
4. Scala’s Bistro
5. Harry Denton’s Starlight Room
6. Sotano Grill
7. Roxanne’s
8. Uncle Vito’s Pizza
9. Daffodil Restaurant

Synagogues
1. Taoist Association of America
2. American Chinese Presbyterian
3. Diocese of the West
4. Congregation Keneseth Israel

Exercise 3

1. Search for a keyword in a big website use several search engines. How many results do you get?

(Keyword: iphone 5)

AOL       –>  8,670,000,000 results
Google –>   3,300,000,000 results
Bing       –>   2,850,000,000 results
Yahoo  –>  1,030,000,000 results

2. What is the zipcode of 8 Hachermon st. in Kfar Sava?

44252

3. What was the exchange rate of Canadian dollars(in us dollars) from 20 Sep 1991?

0.88067 USD

4. What was the value of Berkshire stock (BRK.A) on Nov. 12 1996?

33,500.00 USD

5. Who designed Teldan’s website, as existed in May 1998?

Custom web design

6. בשיר עברי המנה השניה היא הרימון, מהי המנה הראשונה?

7.  באיזו עיר בישראל גרה דודתו של אברמוביץ אברהם (בומי) ז”ל?

8. Find a website/database relevant to your work study.

http://www.entrepreneur.com/marketing/index.html

Exercise 4

1. What are the relevant/related topics to “billing software”?

Accounting Software and Invoicing Software

2. Find authoritative press releases sites.

http://www.bbc.com

3. How much is 1 US$ today?

1 US$  =  30.9 THB.  (28/09/12)

4. What is the meaning of the word “Google”?

Google หรือ Googol คือ ศัพท์ทางคณิตศาสตร์ ที่มีเลข 1 แล้วตามด้วยเลขศูนย์ 100 ตัว

Goooooooooo,oooooooooo,oooooooooo,oooooooooo,oooooooooo,
oooooooooo,oooooooooo,oooooooooo,oooooooooo,ooooooooooGle

เมื่อผันจาก Googol จะกลายเป็น

10000000000,0000000000,0000000000,0000000000,0000000000,
0000000000,0000000000,0000000000,0000000000,0000000000.

5. Find technical, non-commercial, papers about “search engine personalization”.

http://www.searchenginepeople.com/blog/9-ways-search-engines-can-personalize-your-search-results.html

6. How much a 17’’ flat computer monitor cost?

2,500

Exercise 5

1. Which search engine was named after a song from a Disney movie?

2. Why Arrack turns white when mixed with water?

This dilution causes the clear liquor to turn a translucent milky-white color; this is because anethole, the essential oil of anise, is soluble in alcohol but not in water.

3. How many employees Team company (Israel) has?

4. Find other websites related to MindBranch.

www.mindbranch.com

5. Find statistics on how much time Americans spend, on average, searching for information on the Internet.

On average, Americans spend 14 hours per week searching for information.

6. Find statistics on how long it takes for people searching for information to get frustrated when they don’t find what they want?

Americans spend 9,000,000 hours per day searching for misplaced item

Exercise 6

Find a website that displays the following real-time flight information:

http://www.mydreamflorida.com/realfly.asp

http://www.flytecomm.com/trackflight

Assignment : Search Engine Optimization Process

ขั้นตอนของ Search Engine Optimization Process มีด้วยกัน 10 ขั้นตอน คือ

ขั้นตอนที่ 1 : การวิเคราะห์เบื้องต้น (Initial Analysis)

 

กระบวนการเพิ่มประสิทธิภาพเครื่องมือค้นหาข้อมูล (Search Engine Optimization process) เริ่มต้นด้วยการดำเนินการวิเคราะห์เว็บไซต์ในสภาพปัจจุบัน โดยทำการประเมินผลและตรวจสอบตำแหน่งของเว็บไซต์ เพื่อเป็นแนวทางในการวางแผนกลยุทธ์ นำไปสู่การเพิ่มประสิทธิภาพเครื่องมือค้นหาข้อมูล (Search Engine Optimization) ให้สามารถทำงานเพื่อส่งเสริมและพัฒนาเทคนิคการปรับแต่งเว็บไซต์ ให้เว็บไซต์อยู่ในอันดับต้นๆ

โดยให้ทำการการวิเคราะห์เบื้องต้น  ดังนี้

  • ประเมินผลทางเทคนิคของเว็บไซต์ถึงจุดที่แข็งแกร่งและอ่อนแอของเว็บไซต์
  • การวิเคราะห์การจัดทำดัชนีของหน้าเว็บ
  • การวิเคราะห์การจัดอันดับของเว็บไซต์ในปัจจุบันจากเครื่องมือค้นหาต่างๆ
  • การวิเคราะห์ปัจจัยที่มีการป้องกันเว็บไซต์ให้ได้รับการค้นหาในอันดับที่ดี
  • คำหลักที่ใช้ในการค้นหาเว็บไซต์
  • การวิเคราะห์ความเข้ากันได้ของเครื่องมือค้นหากับเว็บไซต์การวิเคราะห์โครงสร้างของเว็บไซต์

ขั้นตอนที่ 2 : การวิจัยและวิเคราะห์คำหลัก (Keyword Research and Analysis)

การวิจัยและวิเคราะห์คำหลัก (Keyword) เป็นหนึ่งในส่วนที่สำคัญที่สุดของกระบวนการเพิ่มประสิทธิภาพเครื่องมือค้นหาข้อมูล (Search Engine Optimization process) โดยให้ทำการคัดเลือกคำหลักหรือวลีที่เหมาะสม ที่ผู้ใช้งานอาจเลือกใช้ในการค้นหาจากเครื่องมือค้นหาข้อมูล (Search Engine ) โดยเฉพาะอย่างยิ่งให้มีการวิจัยและวิเคราะห์คำหลักหรือวลีที่ผู้ใช้งานอาจพิมพ์ไม่ถูกต้อง เพื่อให้คำหลักนั้นสามารถนำไปตรวจสอบกับฐานข้อมูลของเครื่องมือค้นหาข้อมูล (Search Engine ) แล้วระบุไปยังข้อมูลเป้าหมายได้ ซึ่งจากการวิจัยและวิเคราะห์คำหลัก แล้วทำการคัดเลือกคำหลักที่เหมาะสมนั้น ทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีต่อเว็บไซต์ ทั้งในการช่วยลดต้นทุน การเติบโตทางการตลาด และการประสบความสำเร็จในระยะยาว

โดยการวิเคราะห์นี้ประกอบด้วย

  • แนะนำคำ
  • การวิจัยเอกสารคำค้นหารายเดือน
  • ประสิทธิภาพดัชนีของคำหลัก
  • การจัดลำดับของคำหลักในปัจจุบัน
  • อัตราผลตอบแทนจากคำหลักแต่ละคำ

ขั้นตอนที่ 3  : การวิเคราะห์คู่แข่ง (Competitor Analysis)

การวิเคราะห์เว็บไซต์ของคู่แข่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับกระบวนการเพิ่มประสิทธิภาพเครื่องมือค้นหาข้อมูล (Search Engine Optimization process) ที่ประสบความสำเร็จ การวิเคราะห์เว็บไซต์ของคู่แข่งจะบอกให้ทราบถึงทุกอย่างที่เราจำเป็นต้องรู้เกี่ยวกับเว็บไซต์ของคู่แข่ง เช่น จำนวนการเชื่อมโยงที่ชี้ไปยังเว็บไซต์ของคู่แข่ง การมองเห็นจุดแข็งและจุดอ่อนของเว็บไซต์คู่แข่ง การจัดลำดับของคู่แข่งในปัจจุบันที่ดูได้จากเครื่องมือค้นหาข้อมูล (Search Engine)    เป็นต้น ซึ่งช่วยให้สามารถวางแผนกลยุทธ์เพื่อสร้างข้อได้เปรียบในการแข่งขันกับคู่แข่ง หนึ่งในวิธีการสร้างข้อได้เปรียบ คือ ให้ดูการเชื่อมโยงในเว็บไซต์ของคู่แข่งและใส่เว็บไซต์ของเราไว้ในลิงค์รายการของพันธมิตร โดยเว็บไซต์เหล่านี้จะได้รับการเชื่อมโยงกลับไปยังเว็บไซต์ของเรา

นอกจากนี้ การวิเคราะห์เว็บไซต์ของคู่แข่ง ยังช่วยให้สามารถสร้างความแตกต่างเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า หรือมีต้นทุนที่ต่ำกว่าคู่แข่งอีกด้วย

ขั้นตอนที่ 4 : แผนผังและการรวมตัวดึงข้อมูล (Sitemap + RSS feed Inclusion)

Sitemap คืออะไร?

Sitemap หรือที่เรียกว่า แผนผังเว็บไซต์ หรือ แผนที่เว็บไซต์ เป็นส่วนหนึ่งของเว็บไซต์ ที่อธิบายถึงโครงสร้างของเว็บไซต์ได้ทั้งหมด ซึ่ง Sitemap จะเป็นเหมือน “สารบัญ” หรือ “หน้าดัชนี” ของเว็บไซต์ ที่รวม Link ทั้งหมดของเว็บไซต์ไว้ภายในหน้าเดียว และยังช่วยสร้างปฏิสัมพันธ์ที่ดีต่อ Search Engine (เช่น Google ,Bring ,Yahoo) และผู้ใช้งานทั่วไปด้วยอีกด้วย

ซึ่งการสร้างปฏิสัมพันธ์ของ Sitemap สำหรับ  Search Engine  นั้น เพื่อให้ Search Engine เข้าถึงเว็บไซต์ได้ง่าย และเข้ามาเก็บข้อมูลตาม link ที่จัดทำไว้ให้ โดยข้อดีของการทำ Sitemap คือ

  • ทำให้ผู้ชมเว็บไซต์เข้าใจโครงสร้างเว็บ และเข้าถึงข้อมูลที่ต้องการได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
  • Sitemap ทำให้ผู้พัฒนาเว็บไซต์เข้าใจโครงสร้างของเว็บไซต์ และเห็นภาพรวมของ Link ในเว็บไซต์ ทำให้ง่ายต่อการพัฒนา เนื่องจาก Sitemap จะแบ่งส่วนของเว็บไซต์ ไว้อย่างชัดเจน
  • ทำให้ Bot ของ Search Engine เข้ามาเก็บข้อมูล (index pages) ได้รวดเร็ว และง่ายขึ้น
  • เป็นส่วนหนึ่งของการทำ SEO (Search Engine Optimization)

ประเภทของ Sitemap ?

การทำเว็บไซต์ที่ดีควรมี Sitemap ทั้ง 2 รูปแบบ คือ

  1. Sitemap เพื่อให้ Search Engine อ่าน
  2. Sitemap เพื่อให้ ผู้ใช้งานทั่วไปอ่าน

โดยปกติแล้วหากต้องการสร้างปฏิสัมพันธ์ที่ดีต่อ Search Engine จะต้องทำให้ Sitemap นั้นอยู่ในรูปแบบของภาษา XML ซึ่งจะทำให้ Bot หรือ Spider ของ Search Engine สามารถอ่านแล้วเข้าใจได้ว่านี้คือ Sitemap ตัวอย่างของ Sitemap ในรูปแบบ XML เช่น

http://www.sutenm.com/sitemap.xml

http://seo.siamsupport.com/sitemap.xml

ส่วน Sitemap สำหรับผู้ใช้งานทั่วไปควรจะเป็นหน้าที่เรียบง่าย สามารถดูแล้วเข้าใจโครงสร้างของเว็บไซต์ทั้งหมดได้ว่าเว็บไซต์มีอะไรบ้าง โดยควรให้เว็บไซต์ดูเรียบง่าย สวยงาม และให้ผู้ใช้งานทั่วไปสามารถเข้าถึงหน้า Sitemap นี้ได้โดยง่าย ตัวอย่างเช่น

http://www.sutenm.com/sitemap-page/

http://www.google.com/sitemap.html

RSS Feed คืออะไร

ปัจจุบัน RSS ถูกนำมาประยุกต์ใช้เป็นรูปแบบกลางในการบริหารข้อมูลทางธุรกิจ และมีการแข่งขันกันสูง โดยเฉพาะธุรกิจที่มีการแชร์ข้อมูล เช่น เว็บไซต์ข่าว เว็บบล็อก ซึ่งจะมีการแสดงข้อมูลบนหน้าต่างพรีวิวแยกต่างหาก เพื่อให้ผู้ใช้ไม่สับสน รวมถึง สามารถสืบค้นข้อมูลได้

RSS ย่อมาจาก Really Simple Syndication คือ บริการที่อยู่บนระบบ อินเตอร์เน็ท จัดทำข้อมูลข่าวสารให้อยู่ในรูปแบบ XML เพื่ออำนวยความสะดวกให้ กับผู้ใช้ โดยส่งข่าวหรือข้อมูลใหม่ๆ ให้ถึงเครื่องตลอดเวลาที่มีการ Update ไม่ต้อง เสียเวลาเปิดเว็บไซต์เข้ามาค้นหา

ข้อดีของ RSS

RSS ช่วยลดข้อจำกัดในการคัดลอกข้อมูลในเว็บไซต์ โดยเฉพาะกรณีการละเมิดลิขสิทธิ์ขณะที่ผู้สร้างไม่ต้องเสียเวลาทำหน้าเพจแสดงข่าว ซึ่งต้องทำทุกครั้งเมื่อ ต้องการเพิ่มข่าว โดย RSS จะดึงข่าวมาอัตโนมัติ ทำให้ข้อมูลในเว็บไซต์เป็นศูนย์กลางมากขึ้น

จุดเด่นของ RSS

คือ ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องเข้าไปตามเว็บไซต์ต่างๆ เพื่อดูว่ามีข้อมูล อัพเดทใหม่หรือไม่ ขณะที่เว็บไซต์แต่ละแห่งอาจมีระยะความถี่ในการอัพเดท ไม่เท่ากัน บางครั้งผู้ใช้ยังอาจหลงลืมจนเข้าไปดูเนื้อหาอัพเดทใหม่บนเว็บไซต์ ไม่ครบถ้วน รูปแบบ RSS จะช่วยให้ผู้ใช้สามารถรับข่าวสารอัพเดทใหม่ได้ โดยไม่ต้องเข้าไปดูทุกครั้งให้เสียเวลา ซึ่งจะได้ประโยชน์ทั้งฝ่ายผู้บริโภคและฝ่ายเจ้าของเว็บไซต์

ดังนั้นกระบวนการเพิ่มประสิทธิภาพเครื่องมือค้นหาข้อมูล (Search Engine Optimization process) ในขั้นตอนนี้ จะช่วยให้เว็บไซต์มีการสร้างปฏิสัมพันธ์กับเครื่องมือค้นหาข้อมูล (Search Engine) ได้อย่างรวดเร็ว และยังช่วยให้ข้อมูลต่างๆที่แสดงอยู่บนเว็บไซต์สามารถอัพเดตได้อยู่ตลอดเวลาอีกด้วย

ขั้นตอนที่ 5 : เครื่องมือค้นหาข้อมูลและการยอมรับการจัดหมวดหมู่ (Search Engine + Directory Submission)

Search Engine คืออะไร ?

Search Engine คือ เครื่องมือสำหรับค้นหาข้อมูลที่อยู่บนอินเตอร์เน็ต ด้วยคำค้นต่างๆ ซึ่งข้อมูลนั้น อาจอยู่ในรูปแบบของเว็บไซต์ ไฟล์เอกสาร ไฟล์รูปภาพ สื่อมัลติมีเดีย ไฟล์บีบอัด และรูปแบบอื่นๆ ที่สามารถบันทึกเป็นเอกสารออนไลน์ได้ ตัวอย่างเว็บไซต์ที่มีลักษณะเป็น Search Engine มีดังนี้

 

 
 กระบวนการทำงานของ Search Engine

โดยปกติแล้ว Search Engine จะมีเครื่องมือที่ชื่อว่า Robot (หุ่นยนต์) ในการสืบค้นเว็บไซต์ต่าง ๆ เพื่อนำมาจัดเก็บในระบบฐานข้อมูลด้วยการทำ Index โดย Robot จะเดินทางจากเว็บหนึ่ง ไปอีกเว็บหนึ่งผ่าน Hyperlink ที่มีอยู่ในเว็บไซต์นั้นๆ

การเรียงลำดับการค้นหาข้อมูล

Search Engine มีอัลกอลิธึ่มในการจัดลำดับผลลัพธ์การค้นหาแตกต่างกันไป ซึ่งโดยปกติแล้ว ส่วนมากจะเรียงจากความสัมพันธ์กับคำที่ใช้ค้นหา และมีปัจจัยอื่นๆ อีก เช่น ประเทศ ภาษา ขนาดของไฟล์ จำนวนผู้เข้าชม ความถี่ในการอัพเดทข้อมูล จำนวนลิงค์ เป็นต้น]

Directory คืออะไร?

Directory บางทีเรียกว่า Link Directory คือ ระบบที่เก็บรวบรวมเว็บไซต์ไว้เป็นหมวดหมู่ ซึ่งสามารถแบ่งกลุ่มออกเป็นหมวดหมู่ย่อย ๆ ได้ด้วย เว็บที่ถูกบันทึกในแต่ละกลุ่ม จะต้องมีหัวเรื่องหรือเนื้อหาที่สัมพันธ์กัน เว็บ Directory บางแห่งทำหน้าที่เป็น Search Engine ในตัวเองด้วย บางแห่งมีฟังก์ชั่นให้โหวตหาคะแนนนิยมของเว็บเพื่อจัดอันดับ

ตัวอย่างเว็บไซต์ที่มีลักษณะเป็น Web Directory มีดังนี้
– http://www.dmoz.org/
– http://www.directory-index.net/

คือ ถ้ามีผู้สนใจคลิกเลือกรายงานต่างๆ ใน directory ที่จัดสร้างขึ้น จะมีการนำข้อมูลออกมาแสดงผล ตัวอย่างเช่น sanook.com, siamguru.com เป็นต้น

ดังนั้น หลังจากที่เว็บไซต์ถูกจัดอยู่ในรูปแบบที่ถูกต้องแล้ว เว็บไซต์จะถูกส่งไปยังเครื่องมือค้นหาข้อมูล (Search Engine) ซึ่งมีมากกว่า 500 เครื่องมือค้นหาข้อมูล โดยให้ทำการลงทะเบียนกับผู้ให้บริการเครื่องมือค้นหาข้อมูล (Search Engine) เพื่อเป็นการกระตุ้นให้มีผู้เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์และดัชนีบนหน้าเว็บไซต์ทั้งหมด นอกจากนี้ การจัดทำ Directory ยังช่วยให้เว็บไซต์ถูกจัดเป็นหมวดหมู่ ง่ายต่อการค้นหา และยังส่งผลดี คือให้มีการเชื่อมโยงกลับมายังเว็บไซต์ การปรับปรุงการจัดอันดับของเครื่องมือค้นหาข้อมูล (Search Engine)ความสำคัญของเว็บไซต์ที่มีต่อประชาชน และการจัด Directory ยังสามารถทำหน้าที่เป็น Search Engine ในตัวเองอีกด้วย

ขั้นตอนที่ 6  : Social Book Marking

Social Book Marking ได้รับการยอมรับว่าเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพเมื่อโฆษณาเว็บไซต์ ซึ่งเป็นเทคนิคที่ใช้กับรายการ
เว็บไซต์บนเว็บเพื่อที่จะสามารถตรวจสอบและสามารถใช้เว็บได้ในภายหลังเมื่อมีความต้องการ
และยังสามารถช่วยจัดอันดับของเครื่องมือค้นหาข้อมูลได้อีกด้วย

Social Book Marking ถูกกำหนดโดยวิกิพีเดียเป็นวิธีการสำหรับให้ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทำการจัดเก็บ ,จัดระเบียบ, ค้นหา, และจัดการบุ๊คมาร์คของหน้าเว็บบนอินเทอร์เน็ต

ซึ่งความสัมพันธ์ระหว่าง Social Book Marking และ SEO คือ

  • อาจได้รับลิงก์ย้อนกลับเมื่อทำการบุ๊คมาร์คบนหน้าเว็บไซต์
  • การ bookmarking หน้าใหม่หรือโพสต์บล็อกใหม่บนเว็บไซต์สามารถช่วยให้ได้หน้าเว็บ
    ที่จัดทำดัชนีในเครื่องมือค้นหาได้อย่างรวดเร็ว
  • เว็บไซต์บุ๊คมาร์คช่วยให้สามารถใช้แท็ก เพื่อแสดงรายการคำหลักในแท็กและช่วยให้มีการจัดอันดับจากคำหลักเหล่านี้

ตัวอย่าง เว็บไซต์ Social Book Marking ที่ได้รับความนิยม :

 

 
ขั้นตอนที่ 7  : บล๊อกและการสร้างข่าว (Blogs + Press Release Creation)

Blog คืออะไร

Blog ถูกใช้เป็นเครื่องมือสื่อสารรูปแบบใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการประกาศข่าวสาร การแสดงความคิดเห็น การเผยแพร่ผลงาน ฯลฯ และกำลังเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อยๆ

ในปัจจุบันบริษัทชั้นนำต่าง ๆ ของโลก ได้ให้ความสนใจ Blog ซึ่งเป็นรูปแบบของการ Marketing แบบใหม่ เนื่องจาก Blogger จะมีความใกล้ชิดสนิทสนมกับผู้อ่าน Blog สูงมาก เนื่องจากทั้งสองฝ่าย สามารถโต้ตอบกันได้โดยตรง
บางบริษัทใช้ Blog เพื่อเป็นเครื่องมือสื่อสาร หรือ PR ข่าวสารขององค์กร โดยการใช้ Blog เพื่อประกาศข่าวสารนั้น จะดูมีความเป็นกันเอง และเข้าถึงลูกค้าได้อย่างเป็นมิตร เพราะเนื่องจากลูกค้าสามารถฝาก comment หรือสื่อสารกับเจ้าของ Blog ได้ทันที ทำให้บริษัทเอง จะได้ประโยชน์จากคำแนะนำ ที่ตรงไปตรงมาของลูกค้าอีกด้วย บริษัทชั้นนำต่างๆ จึงเลือกที่จะใช้ Blog มาเป็นเครื่องมือทางการตลาด  โดยบางแห่งใช้ทั้ง Blog อย่างเป็นทางการของบริษัท แถมยังเปิดให้พนักงานได้เขียน Blog ของตนเอง ซึ่งวิธีการนี้นับเป็นการทำการตลาด โดยการสร้างการรับรู้ตราสินค้า (Brand) โดยทางอ้อมอีกด้วย

จากความสำคัญดังกล่าวนี้เอง จึงทำให้บล๊อก (Blog) เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการเพิ่มประสิทธิภาพเครื่องมือค้นหาข้อมูล (Search Engine Optimization process) ช่วยให้เว็บไซต์ถูกจัดอยู่ในอันดับต้นๆ เหนือเว็บไซต์ของคู่แข่ง

ซึ่งความสัมพันธ์ระหว่าง Blog และ SEO มีดังนี้

การสร้างบล๊อก (Blog) เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพมากของกลยุทธ์กระบวนการเพิ่มประสิทธิภาพเครื่องมือค้นหา (Search Engine Optimization process)  ซึ่งสามารถตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานเว็บไซต์ ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถแสดงความคิดเห็นหรือโต้ตอบความต้องการต่างๆลงในบล๊อกที่ถูกสร้างขึ้น  และยังสามารถสร้างหัวข้อที่ใช้สำหรับแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันระหว่างกลุ่มคนหลายๆกลุ่ม การแลกเปลี่ยนบทสนทนา การพูดคุย และการอภิปรายในสังคมออนไลน์ ซึ่งข้อดีอีกประการหนึ่งคือช่วยในการดึงดูดให้มีผู้ใช้งานหรือผู้ที่เข้ามาชมเว็บไซต์มากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้การปรับปรุงหรือการเพิ่มเนื้อหาที่มีคุณภาพดีและเนื้อหาที่น่าสนใจไปยังเว็บไซต์อยู่เป็น
ประจำจะช่วยกระตุ้นให้เครื่องมือค้นหาข้อมูล (Search Engine) มีการเชื่อมโยงกลับมาที่เว็บไซต์ และช่วยให้ผู้เข้าชมเว็บไซต์เกิดความความจงรักภักดี
ดังนั้น การตั้งค่าบล็อกหรือส่วนข่าวบนเว็บไซต์ จึงเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ง่ายที่สุดในการส่งเสริมการจัดอันดับให้เว็บไซต์อยู่ในอันดับต้นๆ

ขั้นตอนที่ 8  : การเขียนบทความ (Articles Submission)

ในขั้นตอนนี้จะเกี่ยวข้องกับการเขียนบทความเพื่อนำเสนอการบริการหรือสินค้าของเว็บไซต์ แล้วทำการส่งบทความไปที่เว็บไซต์บทความต่างๆ ซึ่งสามารถช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์ ทำให้ผู้ใช้งานที่แตกต่างกันเข้าถึงข้อมูลได้อย่างทั่วถึง และเครื่องมือค้นหาข้อมูล (Search Engine) สามารถรู้และสื่อสารกับบทความแล้วเชื่อมโยงกลับมายังเว็บไซต์ได้

โดยประโยชน์ของการเขียนบทความมีดังนี้

  • สามารถสื่อสารตรงกลุ่มเป้าหมายและมีคุณภาพสูง เพิ่มโอกาสสร้างรายได้เพิ่มขึ้น
  • มีโอกาสขายสินค้าหรือบริการได้มากกว่าวิธีการโฆษณาอื่นๆ
  • มีโอกาสได้รับการจัดอันดับที่ดีบน search engines ไม่ว่าจะเป็น Google, Yahoo, Bing ตาม keyword ที่ได้เลือกเอาไว้การสื่อสารจะเพิ่มขึ้นทุกเดือนทั้งจาก search engines เองและ article directories

ขั้นตอนที่ 9  :  การเชื่อมโยงเพื่อเป็นที่นิยม (Link Popularity)

Link popularity คืออะไร ?

Link popularity เป็นค่าที่บอกจำนวน ว่ามีกี่เว็บไซต์ หรือกี่เว็บเพจของเว็บไซต์อื่นๆ ที่เชื่อมโยง ลิงก์มายังเว็บไซต์ของเรา

ตัวอย่างของ Link popularity

ยกตัวอย่าง Link popularity ของเว็บไซต์ http://truehits.net มีค่าเป็นเท่าไร ?

  1. Google ใช้การค้น เป็น link:truehits.net ดังรูป

2. MSN ใช้การค้น เป็น link:truehits.net ดังรูป

3. Yahoo ใช้การค้น เป็น link:http://truehits.net ดังรูป

ความสำคัญของ Link popularity ที่มีต่อ SEO

การเชื่อมโยง (Link) มีความสำคัญต่อการเพิ่มการจัดอันดับของเครื่องมือค้นหาข้อมูล (Search Engine) เพราะการเชื่อมโยงจะทำให้เกิดการติดต่อสื่อสารกลับมายังเว็บไซต์ และหากสร้างการเชื่อมโยงอย่างมีประสิทธิภาพจะช่วยให้เว็บไซต์ได้รับผลที่ดีอย่างมาก การสร้างการเชื่อมโยงสามารถสร้างขึ้นในรูปแบบของความเห็นในบล็อก ,ส่งบทความและข่าวประชาสัมพันธ์ ,Social book marking เป็นต้น

ถ้าหากเว็บไซต์มี Link popularity สูงจากเว็บไซต์อื่น ๆ ที่มีสถิติผู้เยี่ยม นั่นจะทำให้เว็บไซต์ถูกค้นหาเจอได้ ง่าย ผ่านเว็บไซต์ต่างๆ เหล่านั้นที่ลิงก์มายังเว็บไซต์ และเพิ่มโอกาสที่เครื่องมือค้นหาข้อมูล (Search Engine) จะเข้ามาสำรวจเว็บไซต์ของเราบ่อยขึ้น และทำให้เว็บไซต์ของเรามีสถิติผู้เยี่ยมชมเพิ่มขึ้นได้ด้วย

ซึ่งในปัจจุบันเครื่องมือค้นหาข้อมูล (Search Engine) ให้ความสำคัญเป็นอย่างมากกับ Link popularity ว่าจะจัดอันดับเว็บไซต์คุณอยู่อันดับที่เท่าไร เมื่อเทียบกับเว็บไซต์อื่นๆ หากเว็บไซต์ของเรามี Link popularity สูง ก็มีโอกาสได้รับการจัดอันดับที่สูงกว่าหรือดีกว่าเว็บไซต์ที่มี Link popularity ที่ต่ำกว่า

ขั้นตอนที่ 10  : รายงานผลเครื่องมือค้นหาข้อมูล SERP Report (Search Engine Results Pages)

การรายงานผลเครื่องมือค้นหาข้อมูล คือ

รายงานการจัดอันดับและการวิเคราะห์ซึ่งเป็นรายงานสถิติที่ช่วยให้ทราบถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับโครงการ
กระบวนการเพิ่มประสิทธิภาพเครื่องมือค้นหาข้อมูล (Search Engine Optimization process) รายงานการวิเคราะห์ประกอบด้วยข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์การสื่อสารกับผู้ใช้งานออนไลน์ที่
เข้ามาเชื่อมโยงการจัดอันดับของเว็บไซต์และการเปรียบเทียบการจัดอันดับกับคู่แข่ง โดยการจัดอันดับจะอาศัยคำหลัก (Keyword) ในการจัดอันดับ

ตัวอย่างการจัดอันดับของเครื่องมือค้นหาข้อมูล (Search Engine) ได้แก่ Google Bing Yahoo!

# 9.13 การวิเคราะห์เปรียบเทียบ

การวิเคราะห์เปรียบเทียบ

จากผลการเปรียบเทียบในตาราง สรุปได้ว่า Bitdefender Antivirus จะถูกจัดให้อยู่ในอันดับที่ 1 เนื่องมาจากผลการสำรวจการให้คะแนนด้านประสิทธิภาพ คุณสมบัติ และการบริการหลังการขาย ซึ่งได้คะแนนเต็ม 10 ในทุกด้าน และอีกปัจจัยหนึ่งอาจมาจากปัจจัยด้านราคา ที่มีราคาอยู่ในระดับปานกลางเมื่อเทียบกับ Kaspersky Antivirus หรือ Avast! Antivirus Pro เป็นต้น และสามารถใช้ได้ดีกับระบบ Windows 7 และ Windows XP แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เมื่อดูตารางเปรียบเทียบคุณสมบัติการป้องกันในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น การป้องกันไวรัส การป้องกันมัลแวร์ หรือการป้องกันโทรจัน ฯลฯ จะเห็นได้ว่า ทุกผลิตภัณฑ์ล้วนแต่มุ่งเน้นให้ผลิตภัณฑ์ของตนมีความสามารถในด้านการป้องกันเป็นอย่างดี และมีความสามารถที่ทัดเทียมกับผลิตภัณฑ์ของคู่แข่ง หรือไม่ว่าจะเป็นในด้านการรองรับระบบปฏิบัตการต่างๆ จะเห็นได้ว่าทุกผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่จะรองรับได้เหมือนกัน ยกเว้นบางผลิตภัณฑ์เท่นั้น ตัวอย่างเช่น Panda Antivirus Pro และ F-Secure Antivirus ที่ไม่สามารถรองรับระบบปฏิบัติการ Windows XP 64 bit ได้ และหัวข้อสุดท้าย คือ การบริการหลังการขาย ที่จะเห็นได้ว่า ไม่ว่าจะอยู่อันดับไหน ก็สามารถมีบริการหลังการขายที่ดีได้เหมือนกัน ทั้งนี้อาจขึ้นอยู่กับนโยบายของบริษัทนั้นๆ

สรุปในภาพรวม คือ Bitdefender Antivirus ที่ได้อันดับ 1 เพราะว่า ในด้านประสิทธิภาพ คุณสมบัติ และบริการหลังการขาย ได้คะแนนเต็มในทุกด้าน หรือแม้แต่ราคาของตัวผลิตภัณฑ์ก็ตาม ที่อยู่ในระดับปานกลาง อย่างไรก็ตาม ทุกผลิตภัณฑ์ล้วนแต่มีจุดประสงค์หลัก เพื่อออกแบบมาให้ป้องกันอันตรายในด้านต่างๆจากผู้ไม่ประสงค์ดีในโลกไซเบอร์ ผู้ใช้แต่ละคนสามารถเลือกผลิตภัณฑ์ป้องกันไวรัสตามแต่ความต้องการและกำลังซื้อของตนเอง ไม่จำเป็นต้องใช้ตามอันดับที่ถูกจัดขึ้นก็เป็นได้

//

สมาชิกในกลุ่ม
1. น.ส.จงแจ่ม วาสิกรัตน์            53040692
2. น.ส.จินทภา เกิดผล                53040694
3. น.ส.เจนจิรา นินดอนหวาย     53040695
4. น.ส.ชานิการ์ เลิศตระกูลศรี   53040703
5. น.ส.ฐิติรัตน์ ชีนิมิตร                53040704
6. น.ส.เนตรนภา ทันสมัย           53040723
7. น.ส.ปวีณรัตน์ วงษ์สวาท        53040728
8. น.ส.ผกามาศ นวลจันทร์         53040730

//

# 9.12 Trend Micro Antivirus

Trend Micro Antivirus

คุณสมบัติ

TrendMicro มีประสิทธิภาพการใช้งาน ในองค์กรเป็นส่วนใหญ่ โดยมีการรับรองผลจาก NSS Lab ด้วยวิธีการทดสอบรูปแบบใหม่ “Real World” และให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าการใช้เทคนิคการทดสอบรูปแบบเดิม ที่ไม่ได้ทดสอบเครื่องคอมพิวเตอร์กับการป้องกันภัยคุกคามล่าสุดที่มาจากอินเทอร์เน็ต

โดยได้ให้มาตรวัดที่สำคัญ 2 ประการ  นอกเหนือจากการตรวจจับภัยคุกคามรูปแบบแบบเดิม คือ
1. การวัดการตรวจจับ และการปิดกั้นภัยคุกคามโดยพิจารณาจากที่มาของ (URL) ของภัยคุกคามนั้น
2. การวัดระยะห่างของช่วงเวลาระหว่างที่บริษัทผู้ค้าซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัสรับรู้ถึงภัยคุกคามที่เกิดขึ้นล่าสุด และเมื่อการป้องกันภัยคุกคามนั้นพร้อมทำงาน หรือที่เรียกว่า “Time-to-protect

ขั้นตอนการติดตั้งและขั้นตอนการอัพเดต

1. ทำการดาวน์โหลดโปรแกรมจาก

2. เลือก Version ของ ระบบปฏิบัติการของเครื่องตัวเอง (Window 32 bit หรือ 64 bit)

3. จากนั้นคลิกที่ ดาวน์โหลด จะปรากฏหน้าต่าง File Download ให้ทาการกด Save ไว้ในเครื่อง

4. หลังจากทำการ ดาวน์โหลดเสร็จไฟล์เสร็จ จะได้เป็น ไฟล์ นามสกุล .rar

5. ให้ทำการ คลิกขวา เลือก Extract Here

6. จะได้ไฟล์ Set up Trend Micro 32 bitหรือ 64 bit .exe ให้ทาการ Double Click เพื่อทำการติดตั้งได้เลย

7. จะปรากฏหน้าต่างขณะกาลังติดตั้งตัวโปรแกรม ให้รอประมาณ 15 นาที

8. หลังจากทำการติดตั้งโปรแกรมเสร็จสิ้นแล้ว จะปรากฏ ไอคอน Trend micro (Office Scan) ดังรูป

9. ให้ทำการอัพเดทตัวโปรแกรมหลังจากติดตั้งทันที โดยการคลิกขวาที่ไอคอน เลือก update now

10. คลิกที่ Update Now รอจนกว่าจะอัพเดทเสร็จ

11. หลังจากโปรแกรม อัพเดทเสร็จแล้วจะปรากฏ หน้าจอดังรูป ให้คลิก Close ไปได้เลย เป็นอันว่าเสร็จขั้นตอนการติดตั้ง Office Scan Trend Micro

หรือติดตั้งโปรแกรม Anti Virus Trend Micro “Officescan”

1. เข้าไปที่ https://202.44.71.138/officescan

2. หลังจากนั้นจะมีหน้าจอดังรูปให้คลิกปุ่ม Yes

3. เมื่อปรากฏหน้าจอดังรูปให้คลิกที่ Click here

4. หลังจากนั้นจะมีหน้าจอดังรูปให้คลิกปุ่ม Install Now

5. เมื่อปรากฏหน้าจอ Security Warning ดังรูปให้ More options

6. เมื่อ Click ที่ More options ปรากฏหน้าจอดังรูป ให้ Click เลือก Always install software from “Trend Micro, Inc.” แล้ว Click ปุ่ม Install

7. เริ่มการติดตั้งโปรแกรม

8. เมื่อทำการติดตั้งโปรแกรมเสร็จจะปรากฏหน้าจอดังรูป

9. เมื่อทำการติดตั้งโปรแกรมแล้วจะปรากฏไอคอนด้านล่างขวาของจอ

10. ให้ Click ขวาที่ ไอคอน จะปรากฏเมนูให้เลือก ให้เลือกที่เมนู Update Now! จะปรากฏหน้าจอดังรูป ให้ Click ปุ่ม Update Now

11. เมื่อทำการ Update เสร็จจะปรากฏหน้าจอดังรูป

12. Clickปุ่ม Ok เสร็จขั้นตอนการติดตั้ง

วิธีการใช้งาน

1. ดับเบิ้ลคลิกที่ตัวโปรแแกรม Trend Micro Antivirus

2. คลิกคำว่า Scan

3. รอจนกระทั่ง scan เสร็จ เป็นอันเสร็จสมบูรณ์

# 9.11 Norton Antivirus

Norton Antivirus

คุณสมบัติ

  • Norton Download Insight ใช้ระบบข้อมูลข่าวกรองออนไลน์ที่ครอบคลุมขอบเขตกว้างขวาง โดยใช้ข้อมูลประวัติของไฟล์ (Reputation) เพื่อปกป้องเครื่องพีซีของคุณในลักษณะเชิงรุก การวิเคราะห์และรายงานเรื่องความปลอดภัยของไฟล์และแอพพลิเคชั่นใหม่ก่อนที่ผู้ใช้จะติดตั้งและรันไฟล์และแอพพลิเคชั่นเหล่านั้น
  • Norton System Insight ประกอบด้วยคุณสมบัติและข้อมูลระบบแสดงผลที่เข้าใจง่าย เพื่อช่วยให้เครื่องพีซีมีประสิทธิภาพและความเร็วสูงสุด นอกจากนี้ยังมีการปรับปรุงแอพพลิเคชั่นแบบอัตโนมัติและแบบตามความต้องการ และมีการแสดงเหตุการณ์ล่าสุดบนคอมพิวเตอร์ โดยนำเสนอข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการวิจัยและวิเคราะห์ปัญหาเกี่ยวกับพีซี กราฟแสดงสมรรถนะจะระบุถึงสาเหตุที่ทำให้คอมพิวเตอร์ทำงานได้ช้าลง
  • Norton Threat Insight แสดงรายละเอียดเกี่ยวกับภัยคุกคามที่ตรวจพบบนเครื่องพีซี รวมถึงข้อมูลที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับแหล่งที่มา (URL) และเวลาที่มีการตรวจพบครั้งแรก
  • Norton Insight Network ใช้ประโยชน์จากแนวทางการประมวลผลแบบคลาวด์ (Cloud) ของไซแมนเทค โดยนอกเหนือจากการใช้บัญชีรายชื่อไฟล์และแอพพลิเคชั่นที่เป็นอันตรายและที่ ปลอดภัยจากระบบคลาวด์แล้ว เทคโนโลยี Quorum ยังใช้การวิเคราะห์เชิงสถิติสำหรับแอตทริบิวต์ของไฟล์ โดยอ้างอิงข้อมูลจากการสแกนหลายพันครั้งบนคอมพิวเตอร์หลายล้านเครื่อง เพื่อระบุระดับความน่าเชื่อถือของไฟล์ วิธีนี้ทำให้ Norton สามารถระบุไฟล์ต่างๆ ว่าเป็นไฟล์ที่น่าเชื่อถือหรือไม่น่าเชื่อถือได้อย่างชัดเจน ซึ่งหากใช้วิธีการแบบเดิมๆ ไฟล์บางส่วนจะถูกระบุว่าเป็นไฟล์ที่ไม่รู้จัก ในการติดตั้งใช้งาน Norton Antivirus 2010 ถือว่าไม่ยากเหมือนกับการติดตั้งโปรแกรมทั่วไป โดยเมื่อใส่แผ่นติดตั้งลงไป เลือกที่เมนู Install Norton Antivirus จากนั้นตัวโปรแกรมก็จะทำงานระยะเวลาหนึ่ง และก็ให้ใส่ Product Key ที่อยู่ด้านหลังกล่อง จากนั้นรอการทำงานอีกนิดหน่อย ตัวโปรแกรมก็ติดตั้งเสร็จ ถือว่าเป็นการติดตั้งที่ไม่ยุ่งยากและมีความรวดเร็วในการทำงานดี

ขั้นตอนการติดตั้ง

1. คลิก Install

2. คลิก Next

3. คลิก I accept  และคลิกปุ่ม Next

4. คลิกที่ปุ่ม Start Scan

5. จากนั้นคลิกปุ่ม Next เพื่อทำการติดตั้งต่อไป

6. จากนั้นโปรแกรจะขึ้นหน้าต่างให้เลือกโฟลเดอร์ในการติดตั้ง ให้ใช้ค่าที่โปรแกรมกำหนดมาให้เลย จากนั้นคลิกที่ปุ่ม Next

7. ระบบทำการติดตั้งโปรแกรม Norton Antivirus รอสักครู่

8. เมื่อทำการติดตั้งเสร็จแล้ว ระบบจะให้เราทำการ Restart คอมพิวเตอร์ใหม่ ให้คลิกเลือกที่ Restart Windows จากนั้นคลิกที่ปุ่ม Finish

9. เมื่อคอมพิวเตอร์ของเรา Restart ขึ้นมาใหม่ก็จะพบกับหน้าต่างของ Norton Antivirus คลิกปุ่ม Next เพื่อทำงานต่อไป

10. จะปรากฏหน้าต่างการทำงานของโปรแกรม ซึ่งมีให้เลือก 3 หัวข้อเลือก
เลือก Activate later และคลิกปุ่ม Next
11. คลิกปุ่ม Next เพื่อทำงานต่อ

12. ระบบจะทำการการ Configuring รอสักครู่จะปรากฏหน้าต่างดังรูป ให้กดปุ่ม Finish

13. เมื่อกดปุ่ม Finish จะปรากฏหน้าตาโปรแกรม Norton AntiVirus


วิธีการใช้งาน

1. Auto-Protect 

  • สถานะ On แสดงว่ากำหนดให้ตรวจหาไวรัสอัตโนมัติ
    Emai Scanning 
  • สถานะ On แสดงว่ากำหนดให้ตรวจหาไวรัสใน e-mail
    Script Blocking 
  • สถานะ On แสดงว่ากำหนดให้ตรวจหาไวรัสที่เขียนจาก Script เช่น VB Script, Java Script ซึ่งสามารถเจาะระบบเข้าไปยังเครือข่าย หรือเครื่องคอมพิวเตอร์ แล้วทำการเปลี่ยนแปลงแก้ไขเอกสารต่าง ๆ หรือควบคุมและสั่งการเครื่องคอมพิวเตอร์ได้อย่างง่ายดาย
    Full System Scan
  • ถ้าแสดงสถานะ Not completed แสดงว่ายังไม่มีการตรวจหาไวรัสทั้งระบบ ในที่นี้แสดงวัีนที่ที่ทำการสแกนไวรัสทั้งระบบไปแล้วเมื่อวันที่ 21/3/2549
    Virus Definitions
  • บอกถึงวันที่ที่ทำการ update ล่าสุด
    Subscription Service
  • บอกถึงวันที่หมดอายุของโปรแกรมที่ใช้อยู่
    Automation LiveUpdate 
  • สถานะ On แสดงว่าให้มีการ update ข้อมูลไวรัสโดยอัตโนมัติ

2. คลิกที่แถบ Full System เพื่อให้ตรวจสอบระบบทั้งหมดในเครื่องคอมพิวเตอร์
3. คลิกทีปุ่ม Scan now

4. ในการทำการสแกนไวรัสสามารถหยุดการตรวจหาไวรัส โดยคลิกที่ปุ่ม Stop

5. หลังจากที่โปรแกรมทำการสแกนเสร็จแล้ว จะปรากฏหน้าต่างแสดงการสรุปผล

จากนั้นก็คลิกที่ปุ่ม Finished

 

# 9.10 McAfee Antivirus

McAfee Antivirus

คุณสมบัติ

– ความสามารถในการตรวจจับสปายแวร์และแอดแวร์โดยอัตโนมัติ ด้วยการชี้ตัว บล็อคและกำจัดโปรแกรมที่ไม่พึงประสงค์หรืออาจเป็นโปรแกรมที่เป็นอันตรายต่อ ความเป็นส่วนตัว ความเป็นตัวคุณหรือส่งผลร้ายต่อเครื่องพีซีของคุณ
– อัพเดทระบบแบบรายวัน เพื่อช่วยปกป้องเครื่องพีซีของคุณจากการคุกคามของไวรัสหรือสปายแวร์ในรูปแบบใหม่ๆ ได้อย่างทันท่วงที
– จัดการกับไวรัส เวิร์ม โทรจัน ActiveX และ Java applet ได้ในทันทีที่เข้าสู่ระบบด้วยคุณสมบัติของ Inline Cleaning
– สามารถสแกนและกำจัดไวรัส โทรจัน เวิร์มและโปรแกรมที่ไม่พึงประสงค์ได้อย่างรวดเร็วโดยที่ไม่กระทบต่อการทำงานของเครื่องแต่อย่างใด
– การใช้งานง่าย รวมไปถึง รูปร่างหน้าตาของโปรแกรมที่เป็นมิตร (User-friendly Interface) กับผู้ใช้งาน
– ระบบ McAfee SiteAdvisor ซึ่งจะเป็นระบบที่ป้องกัน และ แจ้งเตือน เว็บไซต์ที่ท่านกำลังเข้า และ อาจเป็นภัยคุกคาม ต่อเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณ กันไว้ดีกว่าแก้

ขั้นตอนการติดตั้ง

1.   ไปยังที่อยู่เว็บ  http://home.mcafee.com/Default.aspx? จากนั้น ไปที่เมนู Downloads แล้วกด Free Trials

2.       คลิกเลือกที่ Try now ของผลิตภัณฑ์ที่ต้องการเลือกทดลองใช้

3.       จะปรากฏหน้าจอขึ้นมาดังกล่าว คลิกที่  Create Your Account

4.       กรอกข้อมูล ชื่อ – นามสกุล อีเมล และรหัส ให้ถูกต้องครบถ้วน จากนั้น คลิกที่ I Agree

5.       จะปรากฏหน้าต่างดังกล่าว คลิกเลือกที่ Place My Order

6.       จากนั้นจะแสดงรหัสสั่งซื้อ(ฟรี) ของเรา คลิกเลือกที่ Get My Trial

7.       จะปรากฏหน้าต่างให้เลือก ว่าต้องการ ดาวน์โหลดโปรแกรมลักษณะไหน

ในที่นี้คลิกเลือกดาวน์โหลด จะมี pop –up เด้งขึ้นมาให้เลือกประเภทของโปรแกรมแล้วคลิก Continue

8.       จะปรากฏหน้าต่าง ข้อตกลงและสัญญา เลือก I Agree

9.       หลังจากนั้นจะปรากฏหน้าต่างดาวน์โหลดขึ้นมา เลือก Download แล้วทำตามขั้นตอนดังรูป จากซ้ายไปขวา

10.   หลังจากทำตามขั้นตอนแล้วจะปรากฏหน้าต่าง ข้อตกลงและสัญญาอีกครั้งหนึ่ง

ขั้นตอนการทำงาน

เป็นมิตร ต่อ CPU

การทำงาน ของ VirusScan นี้ โดยหลักการทำงานของมัน จะฝังตัวอยู่ใน หน่วยความจำ ซึ่งจะส่งผลต่อ ความเร็ว รวมของระบบ เนื่องจาก มันทำงาน อยู่เบื้องหลังตลอดเวลา โดยตรวจจับไวรัส ที่อาจซ่อนตัว มากับไฟล์ ต่างๆ ใน คอมพิวเตอร์ของเรา แต่น่าประหลาดใจ ที่ว่า McAfee จะทำให้ความเร็ว ของระบบ ลดลงแค่เกือบๆ 3% เท่านั้น เมี่อเทียบกับ Norton ที่ดึงความเร็วลงมาถึง 6% ทั้งๆ ที่ McAfee เป็นตัว Antivirus เพียงตัวเดียว ที่มีคุณสมบัติ ตรวจสอบไฟล์ ที่จะดาวน์โหลด ก่อนว่า ติดไวรัสมาหรือไม่ แม้ว่า ตัว bug หรือไวรัส นี้ จะซ่อนตัวอยู่ในรูปแบบของ Zip File ก็ตาม นอกจากนี้ ยังหยุดการดาวน์โหลด Zip File นั้นๆ มา หรือหยุด การ Extract ไฟล์ ที่ดาวน์โหลดมา ถ้าหาก ตรวจพบว่า ไฟล์นั้น ติดไวรัส ซึ่งถือเป็น โปรแกรม เดียว ที่มีคุณสมบัติในส่วนนี้มาให้

การทำงาน ที่ครบถ้วน

McAfee จะทำงาน แบบ Real-time ซึ่งนอกจากจะสามารถตรวจเช็คไฟล์ต่างๆ ได้แม้ ในขณะที่ใช้งาน โปรแกรมอื่นอยู่ แต่ยังสามารถ ทำการตรวจสอบไฟล์ ดาวน์โหลด ต่างๆ จาก อินเตอร์เน็ต ในขณะที่ กำลังดาวน์โหลด อีกทั้ง ยังหยุดการดาวน์โหลด หรือ set up ไฟล์ นั้นๆ โดย อัตโนมัติ ในกรณี ที่พบว่า ไฟล์นั้น ติดไวรัสมา นอกจาก ไฟล์ดาวน์โหลด แล้ว ยังตรวจสอบ email ว่าติดไวรัสมาหรือไม่ โดยเฉพาะ ผู้ที่ใช้ Outlook ซึ่ง โปรแกรม จะทำการตรวจจับ ให้โดยอัตโนมัติ เมื่อคุณโหลด mail นั้นๆ มาอ่าน

Scan ActiveX และ Java Script

มีความสามารถในการตรวจสอบ ActiveX หรือ Java ที่ซ่อนอยู่ใน Web page ที่เราเข้าดูว่าซ่อนไวรัสอยู่หรือไม่ ซึ่งเป็นคุณสมบัติ ที่ค่อนข้างสำคัญ เพราะว่า รหัสของ Active X และ Java เป็นที่มาของรูปแบบไวรัส หลายชนิดเลยทีเดียว โดยที่คุณสามารถเลือกได้ว่า จะหยุดไวรัสใน รหัส Java และ ActiveX เหล่านี้ได้ และคุณจะเลือกที่จะกันเว็บไซต์ ซึ่งเป็นแหล่งที่มาของมันก็ได้ ซึ่งช่วยให้การท่องอินเตอร์เน็ตของคุณปลอดภัยมากยิ่งขึ้นสำหรับผลการ Scan ของมันนั้นน่าประทับใจทีเดียว เพราะมันสามารถตรวจจับได้กว่า 96%

Interface ที่อาจทำให้สับสน

จริงอยู่ที่ว่า McAfee ออกแบบมา ให้ง่าย ต่อการใช้งาน ด้วย Interface ที่ดูเรียบ และง่าย ในการ ทำความเข้าใจ โดยจะมี หน้าจอสำหรับ ข้อมูล ของไวรัส ซึ่งเป็นส่วนหนึ่ง ของ Interface หลัก แล้วจะแสดง การเตือนทุกครั้ง อย่างเช่น ตรวจพบไวรัส หรือต้องทำการ update ไฟล์ แต่คุณไม่สามารถ ตั้งเวลา ให้ทำการ update ได้โดยอัตโนมัติ ตั้งแต่เริ่มต้น คุณจะต้องไป ตั้งค่าเริ่มต้นการทำงานใหม่ และการที่จะทำเช่นนี้ได้ ต้องทำความเข้าใจกันอยู่นาน แล้ววิธีจัดการ คือ จะต้องติดตั้งโปรแกรม อีกตัวหนึ่ง ที่จะทำให้งานต่างๆ เหล่านี้ สามารถทำโดยอัตโนมัติ ซึ่งเราคิดว่า น่าจะทำให้ทั้งสองตัวนี้ ผนวกรวมเป็น โปรแกรม เพียงตัวเดียว อย่างที่ Norton ได้ทำมา น่าจะง่ายต่อการใช้งานมากขึ้น

สรุป

จุดเด่น : การทำงาน สามารถ ตรวจจับ และครอบคลุม ช่องทาง การเผยแพร่ ของไวรัส ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะ ในช่องทาง จากอินเตอร์เน็ต ทางจาก การเข้าไปใน หน้า Website และ การดาวน์โหลด ไฟล์ อีกทั้ง ยังกินทรัพยากรของระบบน้อย ทำให้ทำงานได้ อย่างรวดเร็ว รวมไปถึงการ update ที่เปิดให้ update ได้ฟรี ถึงแม้ จะยุ่งยากไปสักหน่อยก็ตาม

จุดด้อย : อินเตอร์เฟซ การทำงาน ที่ยุ่งยาก ต่อการทำความเข้าใจ การ update ที่ยุ่งยาก และกระบวนการ ในการ update ยังไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ

แนะนำ : ถึงอย่างไร เรายังคงเลือก McAfee VirusScan นี้เป็นตัวเลือก สำหรับเรา นั่นเพราะ การทำงาน ที่สามารถ ตรวจจับไวรัส ได้แทบจะเรียกว่าทุกช่องทาง ของการเผยแพร่ไวรัส โดยเฉพาะ Zip file ที่ป้องกันได้เป็นอย่างดี เมื่อเทียบกับ อีก 2 โปรแกรม ที่เหลือ อีกทั้ง ยังทำงานรวดเร็ว กินทรัพยากร ของระบบน้อยกว่า แม้ว่า จะมีอินเตอร์เฟซ และการ update ที่ยุ่งยาก สักหน่อยก็ตาม แต่เมื่อเทียบ กับจุดเด่น ของมันแล้ว เรายอมรับได้

วิธีการใช้งาน

1.       หลังจากที่ได้ติดตั้งโปรแกรมเสร็จแล้ว โปรแกรม McAfee AntiVirus จะไปอยู่ที่ System Tray

คลิกขวาที่โปรแกรม แล้วเลือก Open McAfee AntiVirus

2.       จากนั้นคลิกที่  “Virus and Spyware Protection” และเลือก “Scan Your

3.        แล้วเลือกประเภทของการสแกนไวรัสคอมพิวเตอร์ที่ต้องการ

Run a quick scan หมายถึง การสแกนคอมพิวเตอร์แบบรวดเร็ว

Run a full scan หมายถึง การสแกนคอมพิวเตอร์แบบเต็มรูปแบบ

Run a quick scan หมายถึง การสแกนคอมพิวเตอร์แบบปรับการตั้งค่าเอง

# 9.9 Kaspersky Antivirus

Kaspersky Antivirus

คุณสมบัติ

  • System Watcher
    ปกป้องคอมพิวเตอร์ของคุณจากภัยคุกคามที่ยังไม่ทราบชื่อและให้คุณย้อนคืนการเปลี่ยนแปลงต่างๆของระบบที่เกิดจากฝีมือของมัลแวร์
  • Kaspersky File Advisor
    ตรวจสอบระดับความปลอดภัยของไฟล์ด้วยคลิกเดียว
  • Kaspersky URL Advisor
    ทำเครื่องหมายลิงค์ต่างๆด้วยสัญลักษณ์สีที่แสดงให้เห็นถึงระดับความอันตราย
  • Anti-Phishing module
    จำกัดโปรแกรมที่น่าสงสัยหรืออันตรายในการเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวและไฟล์ระบบ
  • Safe Run Mode
    เตือนเกี่ยวกับเว็บไซต์ลวงหรือเว็บไซต์ปลอมที่ต้องการโจรกรรมข้อมูลส่วนตัว
  • Task Manager
    ให้คุณสามารถเฝ้าดูการสแกนมัลแวร์ที่เกิดขึ้นได้
  • Completely redesign interface
    ทำให้ไปยังการตั้งค่าความปลอดภัยภายในโปรแกรมได้รวดเร็วและง่าย
  • Desktop gadget
    ทำให้คุณเห็นสถานะความปลอดภัยของคอมพิวเตอร์ของคุณได้อย่างทันทีและทำให้เข้าถึงการตั้งค่าความปลอดภัยหลักภายใน Kaspersky Anti-Virus 2012 ได้อย่างรวดเร็ว

วิธีการใช้งาน

– Full Scan คือ Scan ทั้งหมด ทุก Drive ทุก File ที่อยู่ในเครื่อง แบบละเอียดใช้เวลาสแกนนานกว่าจะเสร็จขึ้นอยู่กับจำนวนข้อมูล

– Critical Areas Scan คือ จะสแกนอย่างเร็ว โดยจะสแกนโปรแกรมหรือไฟล์ที่เปิดหรือรันอยู่ในระบบขนาดนั้นและสุ่มไฟล์ต้องสงสัย

– Vulnerability Scan เป็นการสแกนระบบในส่วนของ System , Registryหน่วยความจำต่างๆ ที่อาจจะเกิดผิดปกติหรือมีการพยายาม Auto Run

– และตามรูปในกรอบสีแดงเราสามารถเลือกแสกนเฉพาะ Drive , Folder หรือFilesที่ต้องการได้ โดยกด browse แล้วเลือกตามที่ต้องการ

ระหว่างสแกนเราสามารถกำหนดการทำงานเพิ่มเติมเมื่อ Scan เสร็จได้ดังนี้

– Keep The Computer Turned on / เปิดเครื่องตามปกติ

– Shut down the Computer / ปิดเครื่องเมื่อสแกนเสร็จ

– Switch the Computer to Standby mode / ปรับเข้าสู่โหมด Standby

– Switch the Computer to Sleep mode / ปรับเข้าสู่โหมด Sleep

– Reboot the Computer / restart เครื่อง

เราสามารถเช็คว่าเราทำการสแกนแบบใดและโหมดไหนอยู่บ้างโดยไปที่

และเช็ค Reposts ต่างๆ ที่ค้นพบได้ที่

จะโชว์เป็นกราฟวงกลมรายงานผลตามรูปและดูรายละเอียดเพิ่มโดย

และแสดงรายละอียดต่างๆ

การกำจัดไวรัสต่างๆจะโชว์ Pop up เมื่อตรวจพบสีแดง(ไวรัส) เหลือง(โปรแกรมต้องสงสัย)และเขียว(ความผิดปกติอื่น)

เราสามารถเข้าไปจัดการไวรัสได้โดยดังนี้ เข้าได้ 2 แบบ

ทำได้โดยการกด Fix และเลือก Delete

    และยังสามารถจัดการเพิ่มเติมได้ดังนี้
–        Ignore / ยอมรับ
–        Add to exclusion / กำหนดกฎใหม่ เช่น ยกเว้นการตรวจสอบ
–        Open the initial location folder / เปิด Folder ที่ตรวจพบ
–        Threat description / ดูรายละเอียดไวรัสที่พบจาก
http://www.securelist.com

วิธีการอัพเดต

เราสามารถกด Update โดยกด Run update ได้เลย  หรือคลิกที่ลูกศรแล้วเลือกที่ Roll back the previous databases/ย้อนกลับไปอัปเดตก่อนหน้านี้ หรือ Settings/Set การทำงานเพิ่มเติมได้

เราสามารถเซตค่าเพิ่มเติมได้ดังนี้

       ไปที่ Run Mode เราสามารถกำหนดการ update ได้ดังนี้

–        Automatically/Update ตลอดเวลา

–        Manually/Update ตามกำหนดแล้วแต่กด update ตอนไหน

–        By schedule/กำหนดวันเวลาที่ต้องการอัปเดตให้ชัดเจนประจำในที่นี้มักใช้กับOffice เช่นให้ อัปเดตทุกวันจันทร์เช้า หรือ ก่อนเลิกงาน 30 นาที